การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าและบารากุอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า ถูกแบนมาตั้งแต่ปี 2014 กฎหมายที่เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้ามีโทษหลายระดับ แต่การถูกจับได้ว่าสูบหรือแม้แต่มีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครอง อาจส่งผลให้มีโทษปรับสูงสุด 30,000 บาท และโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี
กฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565
จุดยืนที่แข็งกร้าวนี้ได้รับการย้ำอีกครั้งในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565 หลังจากกัญชาถูกกฎหมายในประเทศไทย นาย อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกมาย้ำถึงการห้ามนำเข้าและใช้บุหรี่ไฟฟ้า เขาระบุว่าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างมากต่อผู้ใช้งาน และการสูบบุหรี่ไฟฟ้า อาจทำให้มีการติดบุหรี่มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ตลาดบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายของไทยเติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2562 มูลค่าโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 3 – 6 พันล้านบาท (100 – 200,000,000 เหรียญสหรัฐ) ซึ่งเป็นปริมาณที่มาก แต่ก็ยังเป็นเพียง 5% ของอุตสาหกรรมยาสูบทั้งหมดในประเทศไทย ข้อมูลในส่วนนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายนัก ในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาพักในประเทศไทย มีข่าวนักท่องเที่ยวจำนวนมากถูกจับได้ว่าสูบบุหรี่ไฟฟ้า และถูกปรับอย่างหนัก
ความผิดการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะ
ผิดมาตรา 42 พ.ร.บ.ควบคุมยาสูบ ปรับ 5,000 บาท นอกจากนี้ ทนายบุคคลที่ถูกจับได้ว่ามีอุปกรณ์สูบบุหรี่ไฟฟ้าในครอบครองอาจได้รับโทษจำคุกสูงสุด 5 ปีและปรับเป็นเงินจำนวน 4 เท่าของราคาอุปกรณ์ ยกตัวอย่างหนึ่งเหตุเกิดที่ภูเก็ตในปี 2562 หญิงชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งถูกปรับ 40,000 บาทและถูกเนรเทศออกจากประเทศ เธอถูกตำรวจสั่งห้ามขณะถือบุหรี่ไฟฟ้า ขณะโดยสารสกู๊ตเตอร์ เธอขึ้นศาล ต้องจ้างทนาย จ่ายค่าปรับ แล้วถูกส่งตัวกลับกรุงเทพฯ ประสบการณ์นี้ทำให้เธอต้องสูญเสียอิสรภาพ 1 สัปดาห์และเสียเงิน 286,000 บาท เพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย ค่าใช้จ่าย และค่าปรับ
และในปี 2562 ซาวด์แมนที่ทำงานให้กับเจอราร์ด โจลิง นักร้องชาวดัตช์ ที่เดินทางมาแสดงคอนเสิร์ต ถูกตำรวจพัทยาสั่งปรับ 30,000 บาท เพราะตำรวจพบเขาใช้บุหรี่ไฟฟ้าบนถนนคนเดิน นักร้องคนดังพยายามเข้าห้าม และถูกตำรวจควบคุมตัวในช่วงเวลาสั้น ๆ และนี่ก็คือกฎหมายที่เกี่ยวกับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีผู้แอบใช้อยู่ แต่มักจะเป็นการใช้ในเคหสถาน เช่นในบ้านหรือในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ที่ไม่สะดุดตาตำรวจ ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ที่เรายกตัวอย่างมานี้จะมีแต่ชาวต่างชาติ แต่ในเหตุการณ์จริงก็มีชาวไทยถูกจับและถูกปรับเพราะพกบุหรี่ไฟฟ้าเช่นกัน
