คณะที่ใช่ยังไงก็ชอบ


          เมื่อเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านของอายุและการศึกษา จากเด็กมัธยมก็ต้องเข้าสู่นิสิต นักศึกษามหาวิทยาลัยกันแล้ว หลายๆ คนคงจะวางแผนชีวิตตั้งแต่ก่อนขึ้นม.4 เลือกสายการเรียนที่จะเป็นสะพานให้ตัวเองก้าวข้ามไปสู่มหาวิทยาลัยได้ แต่ถึงอย่างนั้น หลายๆ คน ที่ปูทางมาจนถึง ม.6 ก็ต้องกลับเบนเข็มทิศไปเส้นทางอื่น เพราะความชอบ และปัญหาใหญ่คือ คะแนนที่จะไม่ถึงคณะที่อย่างจะเรียน ในการเรียน นอกจากจะเรียนให้ได้ผลสัมฤทธิ์ที่ดีแล้วนั้น เราจะต้องมีความสุขกับการเรียนด้วย ซึ่งจะส่งผลทำให้การเรียนของเรานั่นดีขึ้นอีกด้วย ดังนั้นมาดูวิธีเลือกเรียนคณะที่ตนเองสนใจและรู้สึกว่าใช่ และตอบโจทย์ของเราได้เป็นอย่างดี

  1. “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” คำถามสุด HOT ตั้งแต่สมัยอนุบาล ที่คุณครูมักถามเราเสมอว่า โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรคะ ? แต่คำตอบของเรามีคำตอบเดียวซะที่ไหนล่ะ ความใฝ่ฝันเปลี่ยนผันได้ตามกาลเวลา สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมต่างๆ แต่ในเมื่อถึงช่วงเวลาที่ต้องเลือก เราจะต้องคิดและทบทวนให้ดีกว่าเราต้องการมีชีวิตแบบไหนในวัยทำงาน แล้วเรียงลำดับความชอบและคณะที่ match กัน แล้วเลือกเลย
  2. “หาสิ่งที่ถนัด” อะไรที่เราคุ้นเคย และเราสามารถทำมันได้อย่างดี มันจะทำให้เราไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยที่ต้องพยายามมากเป็นพิเศษ เราสามารถทำมันได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องเครียด หรือบางครั้งลองปรับเปลี่ยนดูบ้างทำให้เราไม่เบื่อ การเรียนก็เช่นกัน หากว่าเราถนัดภาษา แต่เราดันเลือกเรียนคณะที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ อาจจะทำให้เราต้องเหนื่อยที่จะพยายามตามเพื่อนๆ ให้ทัน ส่งผลให้เรากดดัน และไม่มีความสุขกับการเรียน  และยอมแพ้ในที่สุด ดังนั้นลองเลือกคณะที่เราถนัดจะดีกว่านะ
  3. “ชีวิตเป็นของเรา” หลายๆ คน มักชอบถามเพื่อนข้างกายอยู่เสมอว่า วันนี้ทานข้าวกับอะไรเราทานด้วยนะ หรือวันนี้ไปเที่ยวไหนเราไปด้วยนะ แต่กับการเรียนไม่ใช่นะจ๊ะ ต่างคนต่างพื้นฐานทางสังคม ต่างความชอบความถนัด ไม่สามารถทำตามกันได้อยู่ตลอดเวลา หากเพื่อนชอบเรียนภาษา แต่เราไม่ชอบเอาเสียเลย ไม่ชอบใช้ความจำ ชอบทำอะไรที่ต้องคิดและคำนวณ แต่ดันไม่รู้จะเรียนคณะไหนเลยไปกับเพื่อน ท้ายสุดเราก็คงไปต่อไม่ไหว เพราะเราไม่ได้ชอบ เพราะฉะนั้น ชีวิตเป็นของเรา เราเลือกในแบบที่เราชอบและมีความสุข แล้วค่อยมาเจอเพื่อนในวันที่เราประสบความสำเร็จกันแล้วนะ

เทคนิค 3 ข้อนี้ อาจจะยังไม่สามารถทำให้น้องๆ เลือกคณะได้ชัดเจนขนาดนั้น แต่น้องๆ สามารถนำไปเป็นแนวทางในการค้นหาตนเอง และค้นหาคณะที่อยากจะเข้าเรียนได้ แต่สำหรับการเรียนการศึกษาไม่มีผิดและถูก หากว่าเราถัดและชอบแต่พอได้เข้าไปเรียนแบบเข้มข้น เราอาจจะไม่ชอบ ก็สามารถตัดสินใจใหม่ได้ ไม่ต้องกลัวว่าเสียเวลา คนเรายังต้องค้นหาตัวเองและพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ ในตอนที่มีชีวิตอยู่

Related Post

เรียนภาษาอังกฤษไม่มีพื้นฐานเลย

เรียนภาษาอังกฤษไม่มีพื้นฐานเลย? มาสร้างความมั่นใจในการเรียนกันเถอะ!เรียนภาษาอังกฤษไม่มีพื้นฐานเลย? มาสร้างความมั่นใจในการเรียนกันเถอะ!

การเรียนภาษาอังกฤษอาจจะเป็นเรื่องท้าทายสำหรับหลายๆ คน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อนเลย แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ เพราะทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษได้ หากเรามีวิธีการที่เหมาะสมและมีความมั่นใจในการเรียน วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ สำหรับผู้ที่ “เรียนภาษาอังกฤษไม่มีพื้นฐาน” เพื่อช่วยให้การเรียนของคุณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสนุกมากยิ่งขึ้นค่ะ 1. เริ่มต้นจากพื้นฐานง่ายๆ เมื่อคุณไม่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษเลย การเริ่มต้นจากสิ่งที่ง่ายที่สุดจะช่วยให้คุณไม่รู้สึกท้อแท้ 2. ฝึกฝนการฟังและการพูด การฟังและพูดเป็นทักษะที่สำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งคุณสามารถฝึกได้ทุกที่ทุกเวลา 3. ใช้แอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ช่วยเรียนรู้ ในปัจจุบันมีแอปพลิเคชันและเว็บไซต์มากมายที่ออกแบบมาเพื่อช่วยในการเรียนภาษาอังกฤษ 4. เรียนภาษาอังกฤษแบบตัวต่อตัว การเรียนภาษาอังกฤษแบบตัวต่อตัวกับครูผู้สอนสามารถช่วยเพิ่มความมั่นใจและเร่งผลการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5. ตั้งเป้าหมายและทำให้เป็นกิจวัตร การตั้งเป้าหมายในการเรียนภาษาอังกฤษช่วยให้คุณมีทิศทางในการเรียนที่ชัดเจน 6. อย่ากลัวที่จะทำผิด การเรียนภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องง่าย

ธรรมชาติของการเรียนรู้

รู้จักธรรมชาติของการเรียนรู้รู้จักธรรมชาติของการเรียนรู้

แน่นอนว่าการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ทุกคน เพราะเปรียบเสมือนใบเบิกทางนำไปสู่ความสำเร็จและการพัฒนาตนเอง มีประโยชน์ทั้งการทำงาน การดำรงชีวิต และการอยู่ร่วมกัน ซึ่งนั่นถือเป็นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนต่างก็รู้ดี แต่เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะรู้ว่าธรรมชาติของการเรียนรู้มีขั้นตอนอย่างไร ดังนั้นเราจึงจะพาคุณไปทำความเข้าใจให้มากขึ้น ธรรมชาติของการเรียนรู้ ธรรมชาติของการเรียนรู้มีทั้งหมด 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1. Want ความต้องการของผู้เรียน  เมื่อผู้เรียนมีความต้องการอยากรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ 2. Stimulus สิ่งเร้าที่น่าสนใจ  การมีสิ่งเร้าคอยกระตุ้น จะยิ่งทำให้เราดิ้นรนและขวนขวายหาความรู้ในสิ่งนั้น ๆ  3. Response การตอบสนอง  หากมีสิ่งเร้าที่น่าสนใจ เราจะเริ่มต้นด้วยการสัมผัส โดยใช้ประสาททั้ง

เรียนภาษาใหม่

วิธีเรียนภาษาใหม่ให้เร็วที่สุด ด้วยตัวเองวิธีเรียนภาษาใหม่ให้เร็วที่สุด ด้วยตัวเอง

การเรียนรู้ภาษาใหม่อย่างรวดเร็ว ด้วยตัวเอง ต้องใช้กลยุทธ์ที่ผสมผสานกัน เพื่อเพิ่มโอกาสในการจดจำภาษาใหม่ ๆ และสามารถนำไปใช้งานได้จริงอย่างคล่องแคล่ว มาดูเคล็ดลับที่เรานำมาฝากคุณเหล่านี้กันเลย ล้อมรอบตัวคุณด้วยภาษาใหม่ ให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการ ฟังเพลง ชมภาพยนตร์และรายการทีวี อ่านหนังสือและหนังสือพิมพ์ในภาษาที่คุณอยากเรียน เปลี่ยนการตั้งค่าภาษาบนอุปกรณ์ของคุณเป็นภาษาที่คุณกำลังเรียนรู้ รวมถึงโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของคุณ เพื่อทำให้ภาษาใหม่เหล่านี้อยู่ในชีวิตของคุณให้ได้มากที่สุด  ใช้แอปการเรียนรู้ภาษา ใช้ประโยชน์จากแอปต่าง ๆ เช่น Duolingo, Babbel, Rosetta Stone หรือ Memrise เพื่อฝึกฝนในแต่ละวัน แอปเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อให้การเรียนรู้ภาษาใหม่สนุกสนานและมีส่วนร่วมได้ง่ายขึ้น